2006/Jul/13

คืนนั้นเทพธิดาประจำตัวใช้ไม้วิเศษ แตะจมูกของเด็กหญิงที่กำลังหลับฝัน และเมื่อตื่นขึ้นมาเด็กหญิงก็รู้สึกเหมือนว่า จมูกของเธอมีควันกรุ่นๆ
"วันนี้อากาศร้อนจนเกินไป" เด็กหญิงคิดในใจพลางบิดขี้เกียจ และมือของเธอก็ไปปัดเชิงเทียนที่หัวเตียงล้มลง
"เชิงเทียนอันนี้เกะกะจริง" เด็กหญิงคิดอย่างโมโห และทันใดนั้นมีกลุ่มควันและไฟพ่นออกมาจากจมูกของเธอ เด็กหญิงขี้โมโหตกใจมาก เธอวิ่งหนีออกจากบ้านและไปเจอเด็กชายใจดีระหว่างทาง "เด็กชายใจดีๆ ช่วยฉันที ฉันเป็นอะไรไม่รู้" เด็กหญิงขี้โมโหระล่ำระลักบอกเพื่อนรัก
"เป็นอะไรไปล่ะ เด็กหญิงขี้โมโห" เด็กชายใจดีถามอย่างตกใจ
"ก็บอกว่าไม่รู้ๆยังไงเล่า" เด็กหญิงเริ่มโมโหอีกครั้ง และแน่นอนมีไฟและกลุ่มควันออกมาจากจมูกของเธอ
"โอ๊ย เด็กหญิงขี้โมโหทำไมมีไฟออกมาจากจมูกของเธอล่ะ" เด็กชายใจดีร้องพลางกระโดดหลบสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาถูกขา
"ไม่รู้ๆๆๆ"ยิ่งเด็กหญิงขี้โมโหตะโกนอย่างหงุดหงิดเท่าไหร่ ไฟก็ยิ่งออกมามากขึ้นเท่านั้น
"เด็กหญิงขี้โมโห เธอหยุดโมโหก่อนดีไหมตะกี้ที่เธอยังไม่โมโห มันไม่มีไฟออกมานี่นา" เด็กชายใจดีแนะนำอย่างคนช่างสังเกต
"ก็ได้ๆ" เด็กหญิงขี้โมโหพยายามสงบจิตสงบใจและควันไฟก็ลดลง
"นั่นไงล่ะ ไฟลดลงแล้ว" เด็กชายใจดีร้องอย่างดีใจ และเมื่อเด็กหญิงขี้โมโหเดินเข้าไปใกล้ก็พบว่าขาของเด็กชายแดงและพองจากไฟที่เธอพ่นออกมา
"เด็กชายใจดี ฉันขอโทษนะที่ทำให้เธอเจ็บ"
"ไม่เป็นไรหรอกแต่ทีหลังเธอก็อย่าโมโหก็แล้วกันเพราะฉันไม่รู้ว่าจะฝ่าควันฝ่าไฟไปเล่น กับเธอได้อย่างไร เห็นไหมๆ ฉันบอกเธอแล้วว่าโมโหมากไม่ดี"
เด็กชายใจดีแหย่เพื่อนรัก แต่เด็กหญิงขี้โมโหฟังแล้วกลับรู้สึกโมโหนิดๆ และอุ่นๆที่จมูกหน่อยๆ ก่อนที่จะปล่อยให้ไฟพ่นออกมาทางจมูกอีกครั้ง เด็กชายใจดีก็ยิ้มกว้างจนเธอต้องพลอยยิ้มตอบไฟที่ทำท่าจะพ่นออกมาจึงมอดลง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กหญิงขี้โมโหก็พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้มากขึ้น
อาจจะมีบ้างบางครั้งที่จมูกของเธอเริ่มมีควันกรุ่นๆ แต่พอเธอนึกได้ว่าจะเกิดอะไรตามมาถ้าเธอโมโห เธอก็จะใจเย็นลงจนไฟนั้นดับไป และเพื่อที่จะไม่ต้องโมโหและพ่นไฟ
เด็กหญิงจึงเรียนรู้ที่จะมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เธอรู้สึกไม่ถูกใจ พยายามเข้าใจว่าบางครั้งเพื่อนๆก็แค่แหย่เธอเล่น และคนเราล้วนทำผิดกันได้ ถ้าเพื่อนๆผิดจริงเธอก็ควรที่จะยอมให้อภัย เด็กหญิงขี้โมโหจึงกลายเป็นเด็กหญิงคนใหม่ ที่ร่าเริง แจ่มใส อารมณ์ดี และมีเพื่อนรักมากมาย และแน่นอนหนึ่งในนั้นคือเด็กชายใจดี เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ
---------------------------------

2006/Jul/11

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ในหมู่บ้านที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านของเราเท่าไหร่ เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยผักผลไม้ต่างๆมากมาย เด็กๆในหมู่บ้านนี้จึงแข็งแรง และแจ่มใสเพราะได้กินผักผลไม้ทุกวัน

เด็กแต่ละคนมีแก้มแดงเปล่งปลั่ง และชอบมาเล่นออกกำลังกลางแจ้งด้วยกัน ที่สนามเด็กเล่นในหมู่บ้านเราคงนึกภาพออกว่า เมื่อเด็กๆหลายๆคนมาอยู่รวมๆกัน สนามเด็กเล่นแห่งนั้นจะน่าสนุกแค่ไหน
มีการจับกลุ่มกันเล่นเกมต่างๆมากมาย เล่นไล่จับเล่นซ่อนหา เล่นมอญซ่อนผ้า ,เล่นรีรีข้าวสาร เด็กทุกคนร่าเริงและเบิกบาน ยกเว้นเด็กหญิงขี้โมโหจริงๆแล้วเด็กหญิงไม่ได้มีชื่อว่าขี้โมโหหรอกนะ แต่เพื่อนๆต่างลืมชื่อจริงของเธอไปแล้วล่ะ เพราะเรียกเด็กหญิงขี้โมโหน่ะ จำง่ายก็ชื่อนี้มันเหมาะกับเธอจะตาย เธอโมโหเวลาที่ต้องรอเพื่อนๆที่มาสายวันที่เธอมาสายเองเธอก็โมโห เธอโมโหเวลาเพื่อนๆไม่ยอมเล่นเกมที่เธออยากเล่น โมโหเวลาเล่นแพ้ โมโหเวลาที่ใครสักคนที่น่าสงสารลืมกติกา โมโหเวลาเพื่อนๆเบื่อที่จะเล่นกับเธอ ก็แน่ล่ะ ใครจะอยากเล่นกับคนที่โมโหอยู่ตลอดเวลา เด็กหญิงขี้โมโหที่น่าสงสารไม่เคยรู้เลยว่าเพื่อนๆรู้สึกกับเธอยังไง เธอจึงได้แต่แปลกใจที่คนที่เคยเล่นด้วยกลับหายหน้าไปทีละคนสองคน

"ทำไมไม่มีใครอยากเล่นกับเราเลยนะ" เด็กหญิงรำพึงอย่างเศร้าสร้อย (แกมโมโห )

"เป็นอะไรไปล่ะ เด็กหญิงขี้โมโห" เสียงนุ่มๆเบาๆดังขึ้นใกล้ๆ เด็กหญิงขี้โมโหใช้หลังมือป้ายน้ำตาก่อนหันกลับไปเด็กชายใจดีนั่นเองที่เป็นห่วงเป็นใยเธอ

"ฉันไม่เป็นไรแค่รู้สึกว่าเพื่อนๆไม่มีใครอยากเล่นกับฉัน"

"ไม่เป็นไร ฉันจะเล่นเป็นเพื่อนเธอเอง ป่ะเราไปเล่นกัน" เด็กชายใจดีว่าพลางฉุดมือเด็กหญิงขี้โมโหให้ลุกขึ้น

"เบาๆสิ เธอทำให้ฉันเจ็บนะ" เด็กหญิงขี้โมโห โวยวาย แต่ก็ลุกตามเด็กชายไปแต่โดยดี
หลังจากวันนั้น เด็กชายใจดีก็มาเล่นกับเด็กหญิงขี้โมโหทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหญิงขี้โมโหก็ไม่เคยเปลี่ยนนิสัยของตัวเอง เธอยังคงโมโหง่าย และไม่เคยรู้เลยว่าการกระทำของเธอ ได้ทำร้ายความรู้สึกของเพื่อนคนเดียวของเธอไป ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
แต่เด็กชายใจดีก็ยังดีกับเธอเสมอ

" เด็กชายใจดี เธอจะไปเล่นกับเด็กหญิงขี้โมโหทำไมมาเล่นกับพวกเราดีกว่า " ไม่ว่าเพื่อนๆจะชักชวนยังไง เด็กชายใจดีก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ" เด็กหญิงขี้โมโหที่น่าสงสาร

"ถ้าเธอยังไม่รู้สึกตัวแบบนี้ล่ะก็ สักวันแม้แต่เด็กชายใจดีก็คงต้องเลิกเล่นกับเธอ" เทพธิดาประจำตัวของเด็กหญิงขี้โมโหที่แอบมองเหตุการณ์อยู่ ถอนใจ เธอต้องหาทางช่วยเด็กหญิงให้ได้ เพราะหน้าที่ของเทพธิดาคือ ช่วยรักษาหัวใจของเด็กๆให้เต็มไปด้วยความสุข เทพธิดา คิด คิด คิดและในที่สุด ก็คิดวิธีตักเตือนเด็กหญิงขี้โมโหได้

"อาจจะเป็นวิธีที่รุนแรงสักหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เธอเป็นแบบนี้"

2006/Jul/11

วันนี้วันเข้าพรรษาใช่มะงับ...โรงเรียนหยุดสี่วันรวดผมล่ะดีใจ๊..ดีใจ แต่พอมาถึงวันเข้าพรรษา ก็อยากจะทำบุญมั่งง่ะ แต่ดูดิตื่นมาก็สายแล้วววว อดทำเลย โฮๆๆๆๆ เมื่อคืนผมไม่น่านอนดึกเลย

หยุดวันแรกนอนตีห้า

หยุดวันที่สองนอนตีสอง

หยุดวันที่สามนอนตีหนึ่ง

แล้วเมื่อตืน ห้าทุ่ม

(ค่อยๆพัฒนา)

โห่ คนเรา ก็ต้องมีพัฒนากันบ้างจิ

นึกหวนหลับไปเมื่อวันศุกร์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองเป็นตัวแทมชั้นที่ได้ไปทำบุญ (ดีนะที่อยู่ม.2อิอิ)เวียนเทียนรอบวัดสามรอบกับเพื่อนๆและครู ได้นั่งฟังพระสวดมนต์(เทศน์)กับเพื่อนๆแล้วพูดตามเนี่ยวันมีความสุขจริงๆ

พอเลิก

เขาจะมีแจกน้ำกัน เอ้า คนล่ะแก้ว กินๆกระเดือกๆเข้าไป

เพื่อนผมอ่ะดิ..

"โหๆน้องๆเอาสไปซ์อ่ะ "

นี่ล่ะแก้วแรกของมัน

"แป๊ปซี่ดีกว่าว่ะ"

นี่คิอ..แก้วที่สองของมัน

"น้ำเขียว"

แก้วสุดท้ายของมันในระหว่างที่คนอื่นเค้าแดกๆไป1ใน3ของมัน

แต่ทุกคนก็สนุกสนานกันดีเพราะนานๆทีจะได้มาทำบุญร่วมกันนี่..

ไม่ว่าจะทำอะไรที่เป็นสิ่งดีๆกับเพื่อนถึงจะหลุดโลกไปบ้างก็มีความสุขครับ ^0^



HunTerMan
View full profile